เผยวิธีลดน้ำหนักด้วยตนเอง ทดลองแล้วหลายวิธี อย่างยาวนาน วิธีไหนได้ผลอย่างไร เป็นอย่างไร ลดจริงไหม รู้สึกเช่นไร ไปตามอ่านกันค่ะ

สวัสดีค่ะ วันนี้มาเล่าประสบการณ์ลดน้ำหนัก เป็นคนน้ำหนักตัวเกินมานานแล้ว นานมาก ๆ จนวันหนึ่งนั่งอยู่แล้วรู้สึกว่า ก้นเรานี่ใหญ่เท่ากะละมังเลยนะ มันไม่ไหวแล้ว เราจะมาปลอบใจตัวเองว่าไม่อ้วน แต่มีอันจะกิน อุดมสมบูรณ์ อยู่ดีกินดี ฯลฯ มันก็เกินกว่าจะปลอบตัวเองได้ จึงเกิดเป็นแรงฮึดให้ลดน้ำหนัก

 

ขั้นแรก ออกกำลังกายจ้า ดูยูทูปแล้วเต้นแอโรบิกตามอยู่ช่วงหนึ่งน้ำหนักก็ลดลงมา 4-5 กิโล แล้วจากนั้นก็ไม่ลดอีกเลย พยายามอยู่พักหนึ่งน้ำหนักก็ลงช้ามาก ไม่ทันใจ ผลสุดท้ายก็เลิกไป

วิธีนี้ลดได้จริง ได้ผลดีเลย เพราะนอกจากน้ำหนักจะลด ร่างกายจะรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า จะขยับไปไหนก็ดูกระฉับกระเฉงไปหมด ผิวก็ตึงกระชับ ไขมันเหลว ๆ ก็หายไป ช่วงนี้สัดส่วนลดลงไปครึ่งนิ้วเลย แต่เมื่อถึงช่วงหนึ่งจะลดไม่ลงอีกแล้ว เพราะออกกำลังกายอย่างเดียวไม่มีการควบคุมอาหาร

 

ต่อมาจึงหันไปลองผลิตภัณฑ์เสริมโปรแกรมควบคุมน้ำหนัก ของอาหารเสริมยี่ห้อหนึ่งซึ่งโฆษณาว่าจะช่วยลดน้ำหนักได้เพียงนำชาผสมกับน้ำ 1 ลิตร แล้วดื่มแทนน้ำทั้งวันไปเลย

จุกมากค่ะ วิธีนี้ เพราะต้องทานน้ำเยอะ และที่สำคัญน้ำหนักไม่ลด เนื่องจากชาผงที่ชงกับน้ำตัวนี้เป็นเหมือนชาระบาย ช่วยดีท็อกซ์เสียมากกว่า ไม่ได้มีผลในการลดน้ำหนักใด ๆ ชานี้ขอรับชุดทดลองมาทานฟรี แต่ก็ไม่ฟรีซะทีเดียวเพราะมีค่าใช้จ่ายในการจัดส่ง และพวกซีดีคู่มือต่าง ๆ ของบริษัทอาหารเสริมยี่ห้อนี้ให้เราเสียเงินอีก 300 กว่าบาทได้

 

ช่วงนั้นท้อแท้หมดกำลังใจมาก ๆ คิดว่าคงจะไม่ลดแน่แล้วมีอะไรก็ต้องพึ่งไว้ก่อน ขณะนั้นมียาลดน้ำหนักยี่ห้อหนึ่งดังมาก ๆ เป็นสมุนไพรไทย ผลิตจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ก็เห็นว่ามหา’ลัยผลิต มันต้องปลอดภัยละน้า มีคนทานแล้วได้ผล แต่บางคนก็ไม่ได้ผล ตัดสินใจซื้อมาลอง 1 ชุด ทานได้ 1 อาทิตย์

ผลออกมาน้ำหนักไม่ลงเลย ยาเยอะมาก ต้องทานเช้า กลางวัน เย็น มีหลายสี หลายเม็ดดูลำบากเวลาจะทานมาก จนรู้สึกเบื่อและเอียนกับการทานยาหลาย ๆ เม็ด

บอกตัวเองว่าคนอื่นกินยังได้ผล เราจะไม่ได้ได้ยังไง อดทนกินให้หมด กินอยู่ได้ 4 วันก็โยนยาทิ้ง เพราะรู้สึกมึนหัว และปากแห้ง แม้จะดื่มน้ำมาก ๆ แล้วก็ตาม ตลอดเวลา 4 วันที่ผ่านมา น้ำหนักไม่ลงเลยแม้แต่น้อย ไม่แน่ใจว่าทานจนครบ 1 สัปดาห์จะลดหรือเปล่า

 

ตอนนั้นคิดว่ายามันคงไม่ได้ผลหรอก เราต้องออกกำลังกายและควบคุมอาหารสิ ช่วงนั้นก็ได้ยาตัวใหม่ (อีกแล้ว) คราวนี้เป็นยาเร่งการเผาผลาญพลังงาน ทานก่อนนอน จะช่วยเร่งช่วงที่เราหลับ ทานก่อนออกกำลังกายได้จะยิ่งดีมาก ทานแค่วันละเม็ด ตัดสินใจทานจนหมดแผง มีอยู่ 10 กว่าเม็ด ก็ไม่ลง

 

ดู ๆ ไปแล้วยาคงใช้ไม่ได้ผล กลับมาลองคิด ๆ ดู เราควรทำตามที่แพทย์ต่าง ๆ แนะนำมากมายในการลดน้ำหนักที่ถูกต้องมากกว่าใช้วิธีลัดแบบนี้ ตัดสินใจศึกษาอย่างจริงจัง จนรู้ว่า ถ้าเราไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน อะไรก็ช่วยไม่ได้

 

หลังจากตัดสินใจได้แล้วก็ต้องเริ่มที่การตั้งเป้าหมาย จะลดน้ำหนักเหลือเท่าไหร่ดี ค้นข้อมูลดูก็มีมากมายหลายสูตร

 

สูตรที่ 1 : [ความสูง (cm.) – 150] ได้เท่าไหร่ แล้วคูณด้วย 0.7 หลังจากนั้น นำไปบวก กับค่าดังต่อไปนี้

ผู้ชาย : ? + 50

ผู้หญิง : ? + 45

 

น้ำหนักที่ได้ค่อนข้างมาตรฐานสำหรับคนไทย แต่ส่วนตัวแล้วรู้สึกว่าน้ำหนักนี้ก็ไม่ทำให้เราดูอ้วนหรือผอมจนเกินไป แต่คงหุ่นไม่ดี ผอมเพรียวแบบสาว ๆ คนอื่นเขาหรอกจึงมาดูสูตรที่ 2 อีกครั้ง

 

สูตรที่ 2 :[ความสูง (cm.) -100] แล้วคูณด้วยค่าต่างๆ ดังต่อไปนี้คือ

ผู้ชาย : ? X 0.9

ผู้หญิง : ? X 0.8

 

สูตรนี้ได้น้ำหนักที่พอใจออกมาจนได้ เมื่อกำหนดน้ำหนักที่เป็นเป้าหมายได้แล้วก็มากำหนดดัชนีมวลกาย ในเว็บต่าง ๆ ก็มีโปรแกรมคำนวณแบบสำเร็จรูปให้

ดูว่าตอนนี้เราอยู่ในขั้นไหน แล้วต้องการลดเหลือขั้นไหน จากนั้นทดลองเอาน้ำหนักที่เป็นเป้าหมายมาดูว่าได้ค่า BMI เท่าไหร่ เหมาะหรือยังถ้ายังลองเพิ่ม หรือลดสักกิโลดู จนกว่าจะได้ค่า BMI ที่เหมาะสม น้ำหนักที่ใช้ทดสอบนั้นจึงใช้เป็นน้ำหนักที่แท้จริงที่จะนำมาเป็นเป้าหมายได้

 

การชั่งน้ำหนักที่ถูกต้อง   ต้องตรวจดูตาชั่งก่อนเสมอว่าตรงหรือเปล่า เวลาชั่งควรมีของติดตัวให้น้อยที่สุด ทางที่ดี ชั่งหลังอาบน้ำตอนเช้าเลยดีกว่า มีผ้าขนหนูผืนเดียวไม่ได้หนักอะไร ชั่งในเวลาเดิมเครื่องชั่งตัวเดิม แล้วจดบันทึกน้ำหนักไว้ทุกวันเพื่อสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลง จะได้ทราบว่าวิธีลดแบบนี้ได้ผลหรือไม่ วันนี้ทานอะไรที่มีผลต่อน้ำหนักหรือเปล่า

 

สิ่งต่อมาที่ต้องเรียนรู้คือการคำนวณหาพลังงานต่อวันที่ร่างกายของเราต้องการ หรือการคำนวณ BMR นั่นเอง มีโปรแกรมคำนวณสำเร็จรูปในอินเทอร์เน็ต ลองใช้ดูนะคะ จะได้ค่า BMR ซึ่งเป็นค่าพลังงานพื้นฐาน นั่นคือเดินไปมา กิน นั่ง นอน ทั่ว ๆ ไป ถ้าหากเราทำกิจกรรมอื่น เช่น ไม่ได้ออกกำลังกายเลย นั่งทำงานในออฟฟิตอย่างเดียว ก็จะมีตัวแปลที่ใช้คูณค่า BMR เข้าไปอีก ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้มักจะแจ้งให้ทราบทั้ง 2 ค่า

 

เราจะใช้ค่า BMR เป็นพื้นฐานในการทานอาหาร กำหนดเอาไว้ว่าจะต้องไม่เกินจากนี้ สมมุติคำนวณออกมาแล้วได้ค่า BMR 1,300 ปกติไม่ออกกำลังกายเลย พลังงานที่ต้องการโดยรวมอยู่ที่ 1,500 กิโลแคลอรี่

ให้เราทานอาหารไม่เกิน 1,300 กิโลแคลอรี่ ถ้าเราทาน 1,500 กิโลแคลอรี่ น้ำหนักก็เท่าเดิม ถ้าทานเกินน้ำหนักก็ขึ้น ฉะนั้น การกิน และออกกำลังกาย ต้องเอามาบวก เอามาหักไม่ให้เกิน 1,300 โดยเด็ดขาด การลดน้ำหนักจึงได้ผล

 

ค้นหาตารางแคลอรี่มาดู รวมถึงดูว่าออกกำลังกายอะไร ทำกิจกรรมอะไรเวลานานเท่าไหร่ลดได้กี่แคลอรี่ เพื่อใช้คำนวณในแต่ละวัน

 

แล้วพบกันใหม่ครั้งหน้ากับสูตรลดน้ำหนักที่คิดเอง ทำเอง และได้ผลลองเอาไปปรับใช้กับชีวิตประจำวันของคุณดูนะคะ ปรับเมนูอาหารให้เหมาะสมกับการลดน้ำหนักของตัวคุณ